ตลาดทุน-ตลาดเงินจับตาเบร็กซิท

ตลาดเงินตลาดทุนจัยตาเบ็กซิทสัปดาห์หน้า คาดกรอบเงินบาท 31.80-32.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ ดัชนีหุ้นไทยแนวรับ 1,585 และ 1,575 จุด แนวต้าน 1,610 และ 1,620 จุด ตามลำดับ

บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงายว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 7 เดือนครั้งใหม่ที่ 31.87 บาทต่อดอลลาร์ฯ ท่ามกลางแรงกดดันเงินดอลลาร์ฯ ที่มาจากหลายด้าน โดยเฉพาะสัญญาณชะลอจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด (ซึ่งถูกตอกย้ำทั้งจากการแสดงความคิดเห็นของประธานเฟด และบันทึกการประชุมเฟด) รวมถึงความกังวลต่อความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่ยืดเยื้อของภาวะชัตดาวน์ของสหรัฐฯ นอกจากนี้ การแข็งค่าของสกุลเงินในภูมิภาค และเงินหยวน ก็เป็นปัจจัยที่หนุนการแข็งค่าของเงินบาทด้วยเช่นกัน และในวันศุกร์ (11 ม.ค.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 31.90 เทียบกับระดับ 32.08 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (4 ม.ค.)

ด้าน ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับที่ 1,597.04 จุด เพิ่มขึ้น 1.39% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 10.34% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 45,188.84 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai เพิ่มขึ้น 1.36% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 361.97 จุด

ดัชนีตลาดหุ้นไทยพุ่งขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ท่ามกลางความคาดหวังในเชิงบวกเกี่ยวกับผลการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ก่อนจะลดช่วงบวกลงบางส่วนในเวลาต่อมา โดยได้รับแรงกดดันจากแรงขายหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาล หลังกกร.มีมติเพิ่มรายการสินค้ายาและเวชภัณฑ์ในบัญชีสินค้าควบคุมปี 2562 ขณะที่ หุ้นกลุ่มสื่อสาร หลังมีข่าวการทำสัญญาระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาสัมปทานของบริษัทสื่อสารรายใหญ่แห่งหนึ่ง อย่างไรก็ดี ดัชนีฯ ฟื้นตัวกลับมาได้ช่วงปลายสัปดาห์ ตามทิศทางตลาดต่างประเทศ หลังประธานธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดยังคงระบุถึงความอดทนต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ในปีนี้

สัปดาห์ถัดไป (14-18 ม.ค.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 31.80-32.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,585 และ 1,575 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,610 และ 1,620 จุด ตามลำดับ

โดยตลาดรอติดตามผลการโหวตร่างข้อตกลงว่าด้วยการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรปของรัฐสภาอังกฤษ (เบร็กซิท ) รวมถึงสถานการณ์ชัตดาวน์และสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐ และการทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 4/61 ของบริษัทจดทะเบียน